กาลครั้งหนึ่งนานมากละ ตอนนั้นทำงานได้ราว 5 ปี ผู้เขียนเพิ่งเริ่มทำงานในตำแหน่งล่างสุดของฝ่ายฝึกอบรมในโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่งแถวราชดำริ โรงแรมนี้บริหารโดยเชนต่างชาติมีพนักงานเกือบหนึ่งพันคน ด้วยความไร้เดียงสาและด้อยประสบการณ์จึงรู้สึกทึ่งและฉงนมากว่า ท่านผู้จัดการใหญ่หรือจีเอ็มของโรงแรมบริหารจัดการคนเกือบพันคนได้อย่างไร

มีโอกาสได้พบท่านจีเอ็ม ขอออนุญาตเอ่ยนาม มิสเตอร์ วิลเลี่ยม ดี แบลค จึงถามท่านด้วยความอยากรู้ว่า ท่านทำอะไรบ้างจึงสามารถควบคุมดูแลพนักงานกว่าหนึ่งพันคนแถมแขกที่มาพักและใช้บริการจำนวนมากได้อย่างสบาย

มิสเตอร์แบลคทำเสียงกระซิบกระซาบ “สมพงษ์ ยูอย่าบอกใครนะ จริงๆไอแค่ดูแลลูกน้องไอแค่ 8 คนเอง” มิสเตอร์แบลคกำลังพูดถึงบรรดาผู้อำนวยการฝ่ายต่างๆที่ทำงานขึ้นตรงกับเขานั่นเอง

ผู้เขียนจำคำตอบของมิสเตอร์แบลคมาจนทุกวันนี้ได้ไม่เคยลืม ต้องขอบคุณมิสเตอร์แบลคที่สรุปความคิดรวบยอดหัวใจของภาวะผู้นำได้แบบสั้นๆแต่ได้ความหมายที่ลึกซึ้ง

แท้จริงแล้ว การเป็นผู้นำนั้นคือ การที่เรา(หมายถึงผู้นำทั้งหลาย)บรรลุถึงเป้าหมายของงานในความรับผิดชอบของเราผ่านคนอื่นๆที่ทำงานกับเราหรือลูกน้องนั่นเอง พูดง่ายทำยาก ที่ยากยิ่งคือ ช่วงแรกของการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ตามมาเป็นผู้นำ ผู้นำต้องยอมลดบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงานที่ตนมีความรู้ความชำนาญและให้คนอื่นทำแทน

จะทำอย่างมิสเตอร์แบลคบอกได้เราต้อง

  • บอกตัวเอง ทำให้ตัวเองเข้าใจและรับให้ได้ก่อนว่า ต่อไปนี้งานของเราคือการบรรลุความสำเร็จผ่านการทำงานของคนอื่น หรือลูกน้องเรา (เราต้องไม่ทำงานแทนลูกน้อง)
  • เราต้องทำให้ลูกน้องมีความเข้าใจอย่างชัดเจนว่าเราคาดหวังอะไร และ หมั่นให้ฟีดแบคอยู่เสมอว่าสิ่งที่เขาทำเป็นอย่างไรโดยอ้างอิงกับความคาดหวังที่ได้ทำความเข้าใจไปก่อนหน้านี้
  • รีบหาสาเหตุหากผลงานมีปัญหาและจัดการกับปัญหานั้นทันที
  • ถ้าลูกน้องทำได้ดี อย่าแอบชื่นชมหรือไปชมกับคนอื่น บอกเขาชมเขาเลยอย่ารีรอ
  • ภาษาอังกฤษบอก “อย่าแบกลิงของลูกน้อง” (Don’t take all your employee’s ‘monkeys’ onto your own back) ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน แต่อย่าทำงานให้เขาเด็ดขาด ถึงแม้ว่าเราจะทำได้ดีกว่า เร็วกว่า ง่ายกว่า ก็ตาม

ง่ายเหมือนที่มิสเตอร์แบลคบอกไว้จริงๆ ขอบคุณอีกครั้งมิสเตอร์แบลค